ก้าวสู่ยุคใหม่! ประธาน Ripple เผยเทรนด์ปี 2026: คริปโตจะกลายเป็น "โครงสร้างพื้นฐานหลัก" ของการเงินโลก
![]() |
| Image from nadanews.com |
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2025 Monica Long ประธานบริษัท Ripple ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก ได้ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ทิศทางตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2026 โดยระบุว่าคริปโตจะขยับสถานะจาก "สินทรัพย์เก็งกำไร" ไปสู่การเป็น "เลเยอร์การดำเนินงานทางการเงินสมัยใหม่" (Operational Layer of Modern Finance) อย่างเต็มตัว
สรุป 4 เทรนด์สำคัญที่จะเปลี่ยนโลกการเงินในปี 2026
1. Stablecoin จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการชำระเงินทั่วโลก
ภายใน 5 ปีข้างหน้า Stablecoin จะถูกผนวกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินเดิมอย่างสมบูรณ์ และจะกลายเป็นมาตรฐานหลัก (De facto standard) สำหรับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน
การใช้งานจริง: ปัจจุบันยักษ์ใหญ่อย่าง Visa และ Stripe เริ่มรองรับการชำระเงินด้วย USDC แล้ว
ประสิทธิภาพ: Stablecoin ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความเร็ว แต่ยังช่วยปลดล็อก "เงินทุนที่หยุดนิ่ง" ให้เคลื่อนไหวได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้บริษัทต่างๆ จัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น
ตัวเลขที่น่าสนใจ: ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2025 ปริมาณการชำระเงินด้วย Stablecoin ต่อปีพุ่งสูงถึงประมาณ 7.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท) โดยกว่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท) มาจากการชำระเงินระหว่างธุรกิจ (B2B)
2. สถาบันการเงินและบริษัทใน Fortune 500 จะแห่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล
Long คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2026 สินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกแปลงเป็นโทเค็น (Tokenized Assets) ที่ถือครองโดยสถาบันการเงินจะมีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 35 ล้านล้านบาท)
กลยุทธ์บริษัท: กว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทใน Fortune 500 จะมีกลยุทธ์การบริหารคลังด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Treasury - DAT)
สถิติปัจจุบัน: ในปี 2025 มีบริษัทกว่า 200 แห่งที่ให้ความสำคัญกับการสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นลำดับต้นๆ โดยในปีเดียวมีบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 100 แห่ง
3. การควบรวมกิจการ (M&A) ในด้านการรับฝากสินทรัพย์ (Custody)
บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลจะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรม
จากที่เก็บเงินสู่ระบบปฏิบัติการ: บริการ Custody จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับฝาก แต่จะวิวัฒนาการไปสู่ "ระบบปฏิบัติการทางการเงินแบบครบวงจร" ที่รวมทั้งการออกเหรียญ, การชำระดุล และการจัดการหลักประกัน
เป้าหมาย: คาดว่า 5-10% ของการชำระดุลในตลาดทุนจะเกิดขึ้นบนบล็อกเชนภายในปี 2026
4. การผสานรวมระหว่าง Blockchain และ AI
เทคโนโลยีบล็อกเชนจะทำงานร่วมกับ AI เพื่อทำให้งานด้านการเงินเป็นไปอย่างอัตโนมัติ (Automation)
การจัดการสภาพคล่อง: AI จะช่วยคำนวณและปรับเปลี่ยนสภาพคล่องบนเชนแบบเรียลไทม์เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด
ความเป็นส่วนตัว: การใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs (ZKP) จะช่วยให้ AI สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของผู้กู้ได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ ช่วยลดอุปสรรคในตลาดสินเชื่อ
มุมมองและคำแนะนำสำหรับผู้อ่าน
สิ่งที่เราเห็นจากคำพยากรณ์ของประธาน Ripple คือการที่โลกคริปโตกำลังเข้าสู่ช่วง "Utility Phase" หรือช่วงของการใช้งานจริงเชิงโครงสร้าง ซึ่งต่างจากยุคก่อนที่เน้นการเก็งกำไรจากราคาเหรียญเพียงอย่างเดียว
คำแนะนำ: สำหรับนักลงทุนหรือผู้ประกอบการไทย การติดตามเรื่อง Stablecoin และ Tokenization (RWA) คือสิ่งสำคัญที่สุดในปี 2026 เพราะสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่เราทำธุรกิจและการโอนเงินระหว่างประเทศในอนาคตอันใกล้ หากท่านเป็นเจ้าของธุรกิจ การศึกษาเรื่องการใช้ Stablecoin เพื่อลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็วในการโอนเงินต่างประเทศจะเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก นอกจากนี้ ควรจับตาดูบทบาทของธนาคารดั้งเดิมที่เริ่มขยับตัวเข้าหาบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะนั่นคือสัญญาณความปลอดภัยและการยอมรับในวงกว้าง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: https://www.nadanews.com/331362/ (รูปภาพประกอบในบทความนี้ถูกนำมาใช้เพื่อการอ้างอิงและประกอบการรายงานข่าวเท่านั้น)
#Ripple #MonicaLong #Stablecoin #Tokenization #RWA #Blockchain #AI #Fintech #คริปโต #ข่าวการเงิน #นวัตกรรม #DigitalAsset

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น