![]() |
| Photo from bloomberg.com |
Brian Armstrong (ไบรอัน อาร์มสตรอง) CEO ของ Coinbase เปิดเผยในงาน The New York Times 'DealBook' Summit เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมว่า Coinbase กำลังร่วมมือกับธนาคารใหญ่หลายแห่งในสหรัฐฯ เพื่อทดลองโครงการนำร่องที่มุ่งเน้นไปที่ Stablecoin การรับฝาก (Custody) และการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
สาระสำคัญจากคำกล่าวของ CEO Coinbase:
คำเตือนถึงธนาคาร: Armstrong กล่าวว่า "ธนาคารชั้นนำกำลังมองเห็นสิ่งนี้เป็นโอกาส" และเตือนว่า "ธนาคารใดก็ตามที่ต่อต้านสิ่งนี้จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้จะอยู่ภายใต้การจับตาของหน่วยงานกำกับดูแล แต่สถาบันการเงินหลักกำลังยอมรับโครงสร้างพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเงียบๆ แต่แน่นอน
Stablecoin คือหัวใจสำคัญ: Stablecoin เป็นจุดศูนย์กลางสำหรับธนาคารที่สำรวจการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นโทเคน (Tokenized Finance)
การคาดการณ์ตลาด: Coinbase คาดการณ์ว่าตลาด Stablecoin จะเติบโตไปถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 190 ล้านล้านเยน) ภายในปี 2028
มุมมองของ BlackRock: ในการเสวนาครั้งนี้ Larry Fink (แลร์รี ฟิงก์) CEO ของ BlackRock ผู้ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ Bitcoin ได้เปลี่ยนมุมมอง และมองว่า Bitcoin (BTC) เป็นเครื่องมือในการ ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) สำหรับนักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและทางกายภาพ โดยช่วยปกป้องความมั่งคั่งในระยะยาวจากค่าเงินที่ลดลงและหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
การเรียกร้องกฎระเบียบที่ชัดเจน:
Armstrong ยังเรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐฯ ออกกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น โดยหวังว่าวุฒิสภาสหรัฐฯ จะลงคะแนนเสียงในร่างกฎหมายที่เรียกว่า "CLARITY Act" ในเร็วๆ นี้ เพื่อกำหนดนิยามทางกฎหมายและความรับผิดชอบสำหรับผู้เล่นในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
💡 มุมมองและความเห็นต่อผู้อ่าน
มุมมองต่อข่าว: คำกล่าวของ CEO Coinbase ยืนยันแนวโน้มที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมกำลังรวมเทคโนโลยีคริปโต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Stablecoin เข้ากับระบบของตนอย่างเต็มที่ การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Larry Fink แห่ง BlackRock เปลี่ยนมุมมองมาสนับสนุน Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ยิ่งตอกย้ำความชอบธรรมและบทบาทของ Bitcoin ในระบบการเงินโลก
คำแนะนำสำหรับผู้อ่าน: สำหรับผู้อ่านและนักลงทุน นี่คือสัญญาณว่าการนำ Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในระบบการเงินกระแสหลักนั้น ไม่ใช่คำถามว่า "จะเกิดขึ้นหรือไม่" แต่เป็น "จะเกิดขึ้นอย่างไรและเมื่อไหร่" ธนาคารที่ปรับตัวจะกลายเป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของกฎหมายอย่าง CLARITY Act จึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากความชัดเจนด้านกฎระเบียบจะเป็นตัวกระตุ้น (Catalyst) สำคัญสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป
📸 การอ้างอิงภาพ (Image Citation)
ทางเราได้มีการนำภาพประกอบจากบทความต้นฉบับมาใช้ประกอบบล็อกโพสต์นี้
แหล่งที่มา (Source URL)
#Stablecoin #สเตเบิลคอยน์ #Coinbase #BrianArmstrong #LarryFink #BlackRock #Bitcoin #BTC #ธนาคาร #สินทรัพย์ดิจิทัล #DigitalAssets

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น