![]() |
หลังจากตลาดคริปโตเคอร์เรนซีได้เผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ โดยราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลงเกือบ 20% จากจุดสูงสุด ทำให้เกิดการล้างสัญญาฟิวเจอร์สจำนวนมาก และมีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในภาค DeFi เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นักวิเคราะห์ของ J.P. Morgan นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou ได้ออกรายงานที่น่าสนใจ โดยระบุว่า ราคา Bitcoin อาจพุ่งขึ้นไปถึง 170,000 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า
รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขสำคัญสองประการที่สนับสนุนการคาดการณ์เชิงบวกนี้:
1. การปรับลดเลเวอเรจในตลาด (Deleveraging Completed):
นักวิเคราะห์ชี้ว่ากระบวนการลดเลเวอเรจในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่กำหนดวันหมดอายุ (Perpetual Futures) ของ Bitcoin นั้น "สิ้นสุดลงเกือบสมบูรณ์แล้ว"
สัดส่วน Open Interest (จำนวนสัญญาคงค้าง) ต่อมูลค่าตลาด Bitcoin ได้กลับสู่ระดับมาตรฐานในอดีต บ่งชี้ว่าความเสี่ยงจากการเก็งกำไรที่สูงเกินไปได้ลดลง
2. ความผันผวนของ Bitcoin เทียบกับทองคำที่ดีขึ้น (Improved Volatility vs Gold):
J.P. Morgan ประเมินมูลค่า Bitcoin โดยอ้างอิงจากการเปรียบเทียบกับทองคำ (Gold) ในแง่ของความผันผวนที่ปรับความเสี่ยงแล้ว
ปัจจุบัน อัตราส่วนความผันผวนของ BTC ต่อทองคำลดลงต่ำกว่า 2.0 ซึ่งหมายความว่า Bitcoin ใช้เงินทุนเสี่ยง (Risk Capital) เป็นเพียง 1.8 เท่าของทองคำ
หาก Bitcoin ได้รับการจัดสรรเงินทุนในสัดส่วนที่เท่าเทียมกับทองคำ (ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนภาคเอกชนรวมกันประมาณ $6.2 ล้านล้าน) มูลค่าตลาดของ Bitcoin จะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 67%
ด้วยการคำนวณนี้ "ราคายุติธรรมทางทฤษฎี" (Theoretical Fair Price) ของ Bitcoin จึงอยู่ที่ประมาณ 170,000 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าราคาปัจจุบันยังคงต่ำกว่ามูลค่าที่ปรับตามความเสี่ยงแล้วประมาณ 68,000 ดอลลาร์
ขณะที่สถาบันอื่น ๆ เช่น Citi Group และ Galaxy Digital ปรับลดการคาดการณ์สิ้นปี 2025 ของตนเองลงมาที่ $120,000 – $133,000 การที่ J.P. Morgan ยังคงยืนยันเป้าหมายที่สูงถึง $170,000 จึงเป็นมุมมองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น